เรียนรู้สู่สังคมสูงวัย

  ในขณะที่สังคมไทยได้กลายเป็นสังคมที่ผู้สูงอายุหรือคนชรา จะมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ การดูแลผู้สูงอายุหรือคนชราในมิติใหม่ๆ คือ การมองสุขภาพในมิติของความเป็นมนุษย์ ที่ทุกคนมิสิทธิฝัน มีความหวัง มีศักยภาพที่จะทำสิ่งต่างๆ และภูมิใจในศักยภาพที่ตนเองมี แม้ภาวะสูงวัยจะเป็นภาวะที่ไม่สามารถเติบโต ในทางกายภาพได้อีกแล้ว แต่ในมิติอื่นๆ ไม่ว่าในทางจิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ ล้วนสามารถเติบโตได้อย่างไม่มีสิ้นสุด เช่น เป็นเวลาของการทบทวนเข้าถึงคุณค่าชีวิต เป็นวัยที่สะท้อนภูมิปัญญาจากประสบการณ์ชีวิต เป็ยวัยส่องตะเกียงให้กับวัยอื่นๆ ตลอดจนเป็นวัยเพื่อการเตรียมตัวและทำวาระสุดท้ายของชีวิตให้สมบูรณ์ วัยชรา จึงมีพันธกิจของชีวิตอีกแบบหนึ่งที่ไม่ควร ไปอาลัยอาวรณ์ กับศักยภาพที่เคยมีมา

การดูแลผู้ป่วยสูงอายุระยะสุดท้าย

  การก้าวเข้าสู่สังคมของผู้สูงอายุ ย่อมทำให้มีผู้ป่วยสูงอายุที่เกิดภาวะแก่หง่อม ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลงเป็นจำนวนมาก ตามมาด้วยโรคเรื้อรังต่างๆ เช่นโรคมะเร็ง,โรคเรื้อรังจากอวัยวะล้มเหลว เช่นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD), โรคไตวาย หรือโรคสมองเสื่อม เป็นต้น ซึ่งแต่ละโรคจะมีธรรมชาติแตกต่างกัน โรคเหล่านี้เป็นโรคในผู้สูงอายุที่คุกคามต่อชีวิตจึงต้องการพาลลิ-เอทีฟแคร์ (Palliative Care) ควบคู่ไปกับการรักษาแบบให้หายขาด โดยพาลลิเอทีฟแคร์จะมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ จนอยู่ในระดับที่เข้มข้นสูงสุดก่อนผู้ป่วยจะเสียชีวิต หลักการสำคัญในการดูแลผู้ป่วยสูงอายุระยะสุดท้ายคือ ความเข้าใจในผู้ป่วยและครอบครัว

เรียบเรียงมาจากบทความ เพ่งพินิจชีวิตและความตาย ของกองสาราณียกร เรื่องเรียนรู้สังคมสูงวัย กับการดูแลผู้ป่วยสูงอายุระยะสุดท้าย หนังสืออาทิตย์อัสดงปีที่ 4 ฉบับที่ 14 ประจำเดือน ตุลาคม - ธันวาคม 2555

สมองเสื่อม

สมองเสื่อมคือ อะไร

    สมองเสื่อมเป็นกลุ่มอาการหรือภาวะ ที่มี่อาการสำคัญ คือ
        - ความจำแย่ลงเรื่อยๆ จนมีผลต่อชีวิตประจำวัน
        - พฤติกรรม บุคลิก หรืออารมณ์เปลี่ยนไปจากที่เคยเป็น โดยส่วนใหญ่ในระยะแรกมัก มีอาการสูญเสียความจำ

ภาวะสมองเสื่อมเกิดจากอะไรได้บ้าง

        - สาเหตุของสมองเสื่อมมีได้มากมาย ที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่ โรคอัลไซเมอร์
        - สาเหตุอื่นๆ ได้แก่ เนื้องอกในสมอง โรคหลอดเลือดสมอง เลือดคั่งในสมอง โรคไทรอยด์ การขาดวิตามิน B12 หรือการเสื่อมจากโรคอื่นๆ ที่ไม่ใช่อัลไซเมอร์
        - ยาบางชนิดอาจจะทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อมได้ ผู้สูงอายุจึงไม่ควรซื้อยารับประทานเอง

รักษาหายขาดได้หรือไม

    ขึ้นกับสาเหตุ ถ้าเป็นโรคอัลไซเมอร์ ปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ถ้าเป็นจากเนื้องอก โรคไทรอยด์ เลือดคั่งในสมองหรือการขาดวิตามิน B12 เมื่อเราแก้ไขสาเหตุได้ผู้ป่วยจะมีโอกาสดีขึ้นหรือบางรายอาจหายขาดได้

โรคอัลไซเมอร์เกิดจากอะไร

    เกิดจากการที่โปรตีนชนิดหนึ่งชื่อ เบต้าอะมัยลอยด์ (Beta-amyloid protein) มีมากผิดปกติ ทำให้โปรตีนชนิดนี้ไปจับที่สมองเป็นหย่อมๆ ทำให้สมองส่วนนั้นทำงานผิดปกติ หรือ อาจเสียสมองส่วนนั้นไปในที่สุด ซึ่งบริเวณที่โปรตีนนี้ชอบไปเกาะมักเป็นสมองส่วนที่เกี่ยวกับความจำ ทำให้โรคนี้มีอาการที่เด่นชัดเกี่ยวกับความจำเป็นหลัก

อายุเท่าใด จึงจะเริ่มเป็นอัลไซเมอร์

    มักเริ่มพบในช่วงอายุ 60-65 ปีขึ้นไป ประมาณว่าคนอายุ 65-75 ปี จำนวน 100 คน จะเป็นอัลไซเมอร์เฉลี่ย 5-10 คน ในกลุ่มอายุที่สูงขึ้นก็จะพบมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนอายุตั้งแต่ 85 ปี ขึ้นไป จะเป็นโรคอัลไซเมอร์ถึงครึ่งหนึ่ง

เป็นกรรมพันธุ์หรือไม่

    เป็นได้แต่พบได้น้อยมาก ในผู้ป่วยอัลไซเมอร์ 100 คน จะเกิดจากกรรมพันธุ์ (ซึ่งจะมีประวัติอัลไซเมอร์ในครอบครัวอย่างชัดเจน และมักเริ่มในกลุ่มอายุที่น้อยกว่าอัลไซเมอร์ทั่วไป 5-10 ปี) ประมาณ 5 คนเท่านั้น

ใครบ้างที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอัลไซเมอร์

   
ปัจจุบันยังไม่มีอะไรเป็นตัวบอกได้ว่าใครจะเป็นหรือไม่เป็น ยกเว้น
       - ในรายที่มีประวัติ อัลไซเมอร์ในครอบครัวอย่างชัดเจน ซึ่งกลุ่มนี้มักเริ่มมีอาการ ตั้งแต่อายุไม่มาก เช่น 45-55 ปี
       - ผู้ป่วยที่เป็นกลุ่มอาการดาวน์ (Down’s syndrome) จะมีอาการของอัลไซเมอร์ ได้ตั้งแต่อายุ 30 ปี (โดยประมาณ)

อาการของโรคอัลไซเมอร์

    อาการของโรคอัลไซเมอร์มีอาการได้หลายอย่าง โดยมากอาการที่เด่นชัดจะเป็นที่ปัญหาเรื่องความจำ และพฤติกรรม แต่ที่สำคัญคือ อาการผิดปกตินั้นๆ จะต้องเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ และเป็นในระยะเวลานานพอสมควร ประมาณ 6 เดือน

หลงลืม

   
การหลงลืมในอัลไซเมอร์ เป็นการหลงลืมที่สังเกตุได้ค่อนข้างชัดเจน และผิดแปลกกว่าการหลงลืมที่เราพบบ่อยครั้ง ในชีวิตประจำวัน โดยมักลืมเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดไม่นานหรือลืมสิ่งที่ทำอยู่เป็นประจำ เช่น
      - ลืมว่ารับประทานข้าวแล้ว ทั้งๆ ที่เพิ่งรับประทานไปเมื่อ 10 นาที
      - ถามคำถามเดิมซ้ำ ในระยะเวลาไม่นาน เนื่องจากลืมว่าถามไปแล้ว
      - เดินกลับบ้านไม่ถูก หลงทิศทาง ทั้งๆ ที่เป็นสถานที่ที่คุ้นเคย

การตัดสินใจไม่เหมาะสม


   การตัดสินใจที่ไม่เหมาะสมมีหลายแบบ ที่เห็นได้ค่อนข้างชัดเจน ได้แก่
      - การแต่งตัวผิดกาลเทศะ เช่น ใส่เสื้อกันหนาวไปในสถานที่อากาศร้อนอบอ้าว
      - เก็บของในที่ๆ ไม่ควร เช่น เก็บกระเป๋าสตางค์ไว้ในตู้เย็น

เสียทักษะบางอย่างที่เคยทำได้โดยไม่ยาก


   ในระยะแรก อาจเกิดกับทักษะที่ซับซ้อน แต่เมื่อโรคเป็นมากขึ้น แม้แต่ทักษะง่ายๆ ก็อาจทำไม่ได้ เช่น
      - เป็นแม่ครัว แต่ไม่สามารถหุงข้าวได้ เนื่องจากนึกไม่ออกว่าหุงอย่างไร
      - ไม่สามารถใช้รีโมท เพื่อเปลี่ยนช่องโทรทัศน์ได้ ทั้งที่ปกติ ใช้อยู่ประจำ
      - เปิดก็อกน้ำ เปิดประตู หรือติดกระดุมเสื้อไม่เป็น (เกิดขึ้นในระยะที่ 2 หรือ ระยะที่ 3 ของโรค)

มีความคิดผิดๆ แปลกๆ

ในระยะแรกอาจเห็นไม่ชัดเจน ต่อมาจะเริ่มชัดเจนและมีความแปลกมากขึ้น
      - คิดว่าจะมีคนมาขโมยของอยู่เสมอ
      - คิดว่าจะมีคนมาทำร้าย
      - ถ้าเป็นมากๆ อาจจะมีอาการ ภาพหลอน หรือหูแว่วได้

อารมณ์ พฤติกรรม เปลี่ยนไป

    มีหลายรูปแบบ เช่น
      - จากเคยเป็นคนใจเย็น กลายมาเป็นฉุนเฉียว ก้าวร้าว ใจร้อน
      - ซึมเศร้า เบื่อหน่าย กระวนกระวาย วิตกกังวล อย่างไม่เหมาะสม กินเก่ง
      - อาจทำอะไรโดยไม่มีจุดหมาย เช่น เดินไปมาหรือจะแต่งตัวออกนอกบ้าน กลางดึก

ความผิดปกติเกี่ยวกับการใช้ภาษา

    มักพบในระยะที่ 3 ของโรค โดยอาจพบความผิดปกติได้ทั้งด้านการใช้ภาษา และความเข้าใจภาษา เช่น
      - เรียกชื่อสิ่งของไม่ถูก นึกคำไม่ออก
      - ไม่เข้าใจคำพูด หรือความหมายของประโยค

เรียบเรียงมาจากบทความ สมองเสื่อม หนังสือความรู้เรื่องโรคสมองเสื่อม สำหรับประชาขน จัดทำโดย คณะทำงานการจัดทำแนวทางการรักษาภาวะสมองเสื่อม สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พิมพ์ครั้งที่ 1 ธันวาคม 2546